จากการที่ สสว. ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ MSME ผ่านระบบการให้บริการสนับสนุนด้านการพัฒนาธุรกิจ ภายใต้โครงการส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านระบบ BDS (Business Development Service) ในปี 2564 - 2566 มาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ชื่อมาตรการ “SME ปัง ตังได้คืน” นั้น
เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ในปี 2567 สสว. จึงเห็นควรให้การส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการผ่านระบบ BDS ภายใต้โครงการส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านระบบ BDS (Business Development Service) เพื่อให้ผู้ประกอบการ MSME ได้รับประโยชน์จากการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องและเพิ่มขึ้น โดยยังคงกิจกรรมการส่งเสริมและสนับสนุนที่ยังมีความสำคัญเร่งด่วนใน 5 ด้าน คือ ด้านการเพิ่มผลิตภาพและประสิทธิภาพธุรกิจ ด้านการพัฒนาและบริการจัดการธุรกิจ ด้านการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าและบริการด้านการพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายและการตลาด และด้านการพัฒนาตลาดต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมและยกระดับด้านมาตรฐาน หรือสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจให้แก่กลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อาหาร ภาพยนตร์ ศิลปะ หนังสือ ดนตรีและเฟสติวัล กีฬา ออกแบบและแฟชั่น เป็นต้น นอกจากนี้ จากการที่หลายประเทศให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจสีเขียว หรือ Green Economy มีการกำหนดนโยบายต่างๆ ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม มีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ในการนำธุรกิจเพื่อให้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transformation) เพื่อการยกระดับการพัฒนาอย่างยั่งยืน Sustainable Development Goal (SDGs) ดังนั้น สสว. จะเน้นเพิ่มเติมการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ MSME ได้เข้าถึงบริการในด้านการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมจากหน่วยงานชั้นนำของประเทศ การเข้าถึงบริการในด้านการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมไปถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาสู่กระบวนการทำงาน ที่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถลดกิจกรรมที่ไม่จำเป็น สร้างโอกาสในการพัฒนาผู้ประกอบการได้อย่างยั่งยืนได้ในอนาคตอีกด้วย
***(SME ยื่นข้อเสนอการพัฒนาได้ตั้งแต่วันนี้ - 15 กันยายน 2567 และต้องดำเนินการพัฒนา รายงานผลการพัฒนา และนำส่งเอกสารการเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายใน 30 กันยายน 2567)***
สสว. จะช่วยเหลือ อุดหนุนงบประมาณแก่ผู้ประกอบการ SME ที่ยื่นข้อเสนอการพัฒนาและได้รับการอนุมัติแล้วในสัดส่วนดังนี้
กลุ่ม | รายได้ต่อปี | สถานะ | ความช่วยเหลือ อุดหนุน/ราย |
| |
---|---|---|---|---|---|
สัดส่วน | วงเงินความช่วยเหลืออุดหนุน | ||||
วิสาหกิจรายย่อย (Micro) | ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท | นิติบุคคล หรือบุคคลธรรมดาที่จดทะเบียนทำธุรกิจกับหน่วยงานภาครัฐ | 80 | 50,000 | |
วิสาหกิจ | ภาคการผลิต ไม่เกิน 100 ล้านบาท ภาคอื่นๆ ไม่เกิน 50 ล้านบาท | 80 | 100,000 | ||
วิสาหกิจ | ภาคการผลิต ไม่เกิน 500 ล้านบาท ภาคอื่นๆ ไม่เกิน 300 ล้านบาท | เฉพาะนิติบุคคล | 50 | 200,000 | |
MSME ทุกขนาด
| Micro ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท SE ภาคการผลิต ไม่เกิน 100 ล้านบาท และ ME ภาคการผลิต ไม่เกิน 500 ล้านบาท และภาคอื่นๆ ไม่เกิน 300 ลบ. | นิติบุคคล หรือบุคคลธรรมดาที่จดทะเบียนทำธุรกิจกับหน่วยงานภาครัฐ | 90 (เฉพาะกล่องจ่ายหมื่น คืนเก้าพัน) | 10,000 |
|
หมายเหตุ
- บริการด้านการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น Cloud, AI, ERP, POS เป็นต้น
- บริการด้านอบรมที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562
- บริการด้านอบรมตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ เพื่อให้ได้รับรองมาตรฐานตามที่กำหนด
- บริการด้านบัญชีการเงิน เช่น ระบบบัญชี การจัดทำบัญชี เป็นต้น
คุณสมบัติของผู้ประกอบการ SME ที่ต้องการขอยื่นข้อเสนอการพัฒนาเพื่อรับความช่วยเหลือ อุดหนุน จากโครงการฯ
SME ที่ขอรับความช่วยเหลือ อุดหนุน จากเงินกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ต้องมีสถานะความเป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
1. เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2543 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือเป็นบุคคลธรรมดาที่จดทะเบียนการประกอบธุรกิจกับหน่วยงานภาครัฐ โดยมุ่งเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมในสาขาดังต่อไปนี้
2. เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME One ID)
3. กรณีเป็นบุคคลธรรมดา ต้องมีสัญชาติไทย
4. กรณีเป็นนิติบุคคล ต้องมีจำนวนหุ้นที่บุคคลสัญชาติไทยถืออยู่เกินกว่าร้อยละห้าสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด
5. ไม่เป็นบุคคลล้มละลายหรือถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์
6. ไม่ประกอบกิจการที่ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี
7. ไม่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนหรือตัดสิทธิการขอรับความช่วยเหลือ การส่งเสริมหรือสนับสนุนจากเงินกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
8. เป็นผู้ยื่นชำระภาษีตามกฎหมาย และต้องแนบสำเนารายการแสดงการยื่นภาษีประจำปี และเอกสารตามแต่ละสถานะของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ดังนี้
(8.1) กรณีเป็นบุคคลธรรมดา ที่ไม่ใช่วิสาหกิจชุมชน จะต้องยื่นสำเนาแบบแสดงรายการ ภงด.90 ประจำปีภาษีระหว่างปี 2564 - 2566 อย่างน้อย 1 ปีภาษี หรือ ยื่นสำเนาแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภพ.30 ประจำปีภาษีระหว่างปี 2564 - 2566 อย่างน้อย 1 ปีภาษี โดยจะต้องยื่นครบ 12 เดือนของปีภาษีนั้น
(8.2) กรณีเป็นวิสาหกิจชุมชน ที่ไม่ใช่นิติบุคคล และมีรายได้ไม่เกิน 1,800,000 บาท/ปี จะต้องยื่นเอกสารดังต่อไปนี้
ก. สำเนาหนังสือจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป
ข. เอกสารยืนยันสถานะการประกอบกิจการตามแบบฟอร์มที่สำนักงานฯ กำหนด ซึ่งต้องลงนามรับรองโดยหัวหน้า หรือผู้มีอำนาจสูงสุด หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากหัวหน้าหรือผู้มีอำนาจสูงสุดขององค์การเอกชนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ.2543 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือส่วนราชการ หรือ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เป็นผู้ลงนามรับรอง เช่น เกษตรอำเภอ, เกษตรจังหวัด, หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัด, พัฒนากรตำบล, พัฒนาการอำเภอ, พัฒนาการจังหวัด, อุตสาหกรรมจังหวัด, พาณิชย์จังหวัด ฯลฯ
ค. สำเนาเอกสารรายรับ รายจ่าย ของวิสาหกิจชุมชนในปี 2565 - ปี 2566 ที่ลงนามรับรอง โดยผู้มีอำนาจลงนาม เช่น ประธานกลุ่ม เป็นต้น
ง. สำเนาบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีหรือเอกสารแสดงเลขประจำตัวผู้เสียภาษี
(8.3) กรณีเป็นวิสาหกิจชุมชน ที่ไม่ใช่นิติบุคคล แต่มีรายได้เกิน 1,800,000 บาท/ปี จะต้องยื่นสำเนาแบบแสดงรายการ ภงด.90 ประจำปีภาษีระหว่างปี 2564 - 2566 อย่างน้อย 1 ปีภาษี หรือ ยื่นสำเนาแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภพ.30 ประจำปีภาษีระหว่างปี 2564 - 2566 อย่างน้อย 1 ปีภาษี โดยจะต้องยื่นครบ 12 เดือนของปีภาษีนั้น
(8.4) กรณีเป็นวิสาหกิจชุมชนซึ่งมีสถานะเป็นนิติบุคคล หรือเป็นนิติบุคคลอื่น ๆ ทุกประเภท จะต้องยื่นสำเนาแบบแสดงรายการ ภงด.50 ประจำปีภาษีระหว่างปี 2564 - 2566 อย่างน้อย 1 ปีภาษี หรือ ยื่นสำเนาแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภพ.30 ประจำปีภาษีระหว่างปี 2564 - 2566 อย่างน้อย 1 ปีภาษี โดยจะต้องยื่นครบ 12 เดือนของปีภาษีนั้น
9. มีคุณสมบัติหรือไม่มีลักษณะต้องห้ามอื่นตามที่สำนักงานประกาศกำหนด
เอกสารประกอบการเสนอขอเบิกจ่ายเงินและการขอรับเงินโอนผ่านระบบ KTB Online ของผู้ประกอบการ SME
หมายเหตุ 1. ผู้มีสิทธิ์รับเงินเป็นผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียมในการโอนเงินทั้งจำนวนตามที่ธนาคารเรียกเก็บ หากบัญชีรับโอนเงินเป็นบัญชีของธนาคารกรุงไทย
ค่าธรรมเนียมโอนเงินครั้งละ 10 บาท หากเป็นบัญชีของธนาคารอื่นจำนวนเงินโอนไม่เกิน 2 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมโอนเงินครั้งละ 12 บาท
เว็บไซต์สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) มีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น
เราจึงขอให้ท่านยินยอมสำหรับการใช้คุกกี้ในการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน ข้อกำหนดเว็บไซต์ และนโยบายความเป็นส่วนตัว